banner
 

ป.พ.พ.มาตรา 680 วรรคสอง บัญญัติไว้แต่เพียงว่า “ สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ” จากบทบัญญัติดังกล่าวสามารถตีความได้ว่า ในสัญญาค้ำประกันนั้นมีเพียงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันเท่านั้น แม้เจ้าหนี้จะไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาด้วยก็ตาม สัญญาค้ำประกันดังกล่าวก็สมบูรณ์แล้ว เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ ดังแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยไว้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5283/2531
      โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ใช้ค่าเสียหาย  เนื่องจากจำเลยที่ 1 ร่วมกับลูกจ้างอื่นกระทำการทุจริตต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 รับว่าทำให้โจทก์เสียหายจริง จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นผู้ค้ำประกันจริง แต่จำเลยที่ 3 ให้การว่าสัญญาค้ำประกันไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 เพราะโจทก์ไม่ได้ลงชื่อในช่องผู้ว่าจ้าง  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายหากไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ชำระแทน จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน 
จำเลยที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์มิได้ลงชื่อในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 สัญญาดังกล่าวจึงใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า ป.พ.พ. ม. 680 บัญญัติว่าสัญญาค้ำประกันคือ สัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้นและสัญญาค้ำประกัน ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ ซึ่งมีความหมายว่า สัญญา

ค้ำประกันต้องการเพียงหลักฐานเป็นหนังสือที่ผู้ค้ำประกันลงชื่อฝ่ายเดียวก็ใช้บังคับได้แล้ว หาจำต้องลงลายมือชื่อโจทก์ด้วยดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ "
พิพากษายืน