ทวงหนี้อย่างไรไม่ให้ติดคุก
1.การทวงหนี้จะต้องเป็นไปตามกฎหมายในหัวข้อหลัก ๆ ที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้
1. การทวงหนี้ต้องมีใบอนุญาต ตามมาตรา 5
2. ห้ามทวงถามหนี้กับบุคคลอื่นที่มิใช่ลูกหนี้ ตามมาตรา 6
3. การทวงหนี้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 7
4. ห้ามข่มขู่คุกคามลูกหนี้ ตามมาตรา 9
5. ห้ามหลอกลวงหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ตามมาตรา 10
6. ห้ามเอาเปรียบลูกหนี้โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมทวงหนี้ ตามมาตรา 11
7. นักทวงหนี้ฝ่าฝืนอาจถูกถอนใบอนุญาตทวงหนี้ได้ ตามมาตรา 24 - มาตรา 28
8. การทวงหนี้ฝ่าฝืนกฎหมาย มีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 29 - มาตรา 34
ดังนั้น หากเจ้าหนี้ บริษัททวงหนี้ทวงหนี้โหด จะต้องติดคุก ถูกปรับ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตทวงหนี้ กฎหมายนี้จะบังคับใช้ 21 พ.ย. 62 เป็นต้นไปนะครับ
"การข่มขู่ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ลูกหนี้จ่ายเงินให้กับเจ้าหนี้ การเจรจาหนี้ต้องจบด้วยความเข้าใจอันดีต่อกัน ของทั้งสองฝ่าย ควรใช้ถ้อยคำสุภาพในการเจรจาหนี้"
2. #การทวงหนี้ หมายถึงการทวงหนี้ตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 เท่านั้น ไม่รวมถึงการทวงหนี้ทั่วไป
3. ผู้ทวงถามหนี้ตามกฎหมายนี้ หมายถึงเจ้าหนี้ผู้ให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือคนที่ซื้อหรือรับโอนหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน
ที่สำคัญ คือ หนี้นั้นจะเป็นหนี้โดยชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เข้าข่ายทั้งสิ้น
4. ตัวอย่างเจ้าหนี้ตามกฎหมายนี้ เช่น ธนาคาร บริษัทบัตรเดคริต บริษัทเช่าซื้อ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น
5. ถ้าเป็นกรณีเพื่อนยืมเงินเพื่อนแล้วไม่คืน ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ พูดง่ายๆ เราจะทวงเกินวันละ 1 ครั้งก็ผิดแต่อย่างใด
6. ถ้าเจ้าหนี้ทวงเกินวันละหนึ่งครั้ง มีความผิดทางปกครอง คณะกรรมการทวงหนี้สามารถสั่งให้หยุดได้ ถ้าไม่หยุดก็อาจโดนโทษปรับทางปกครองสูงสุด 100,000 บาท
7. นอกจากห้ามทวงหนี้เกินวันละหนึ่งครั้งแล้ว พ.ร.บ. ยังกำหนดเรื่องการทวงหนี้ว่า
- ห้ามพูดจาดูหมิ่นลูกหนี้
- ห้ามข่มขู่ใช้ความรุนแรง
- ห้ามประจาน
- ทวงได้แค่ 08.00 - 20.00 น. วันจันทร์ - ศุกร์ ส่วนวันหยุดราชการทวงได้ตั้งแต่ 08.00 - 18.00 น. เท่านั้น
8. กฎหมายกำหนดเรื่องวิธีการทวงหนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นหนี้แล้วไม่ต้องใช้ เป็นหนี้ก็ยังต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมด.
ข้อตกลงระหว่างคู่กรณีให้ต่างคนต่างซ่อมเมื่อเกิดรถยนต์ชนกัน
บริษัทประกันจะรับช่วงสิทธิฟ้องจำเลยได้อีกหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2538
จำเลยและว.ต่างขับรถยนต์โดยประมาทและต่างถูกร้อยตำรวจโทอ.พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับการที่ร้อยตำรวจโทอ.เปรียบเทียบปรับจำเลยและว. และค่าเสียหายของรถยนต์ ทั้งสองคันได้มีการตกลงกันให้ต่างคนต่างซ่อมโดยขณะนั้นช. เจ้าของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยและเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงเกี่ยวกับรถยนต์ที่มีการชนกันไม่ได้คัดค้าน แสดงว่าเหตุที่รถยนต์ ทั้งสองคันชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยและว. ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันจึงได้มีการตกลงกัน เพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยการสละสิทธิเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทนที่จะพึงมีต่อกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นผลให้มูลละเมิดซึ่งมีอยู่ระงับสิ้นไ การที่ช.ยินยอมให้ว.ตกลงระงับข้อพิพาทในมูลละเมิดโดยการ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่ากับช.แสดงออกหรือยอมให้ว.แสดงออกว่าว.เป็นตัวแทนของช.ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความช.จึงต้องผูกพันและรับเอาผลของการที่ว.ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตที่มีเหตุควรเชื่อว่าว.เป็นตัวแทนของช.ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 821 โจทก์จะอ้างว่าการตั้งตัวแทนไม่ได้ทำเป็นหนังสือตามมาตรา789 ไม่ได้ แม้ร้อยตำรวจโทอ. พนักงานสอบสวนเป็นผู้ทำบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเพื่อเปรียบเทียบปรับจำเลยและว. แต่เมื่อเอกสารดังกล่าวมีข้อตกลงระหว่างคู่กรณีที่มุ่งจะระงับข้อพิพาททางแพ่งที่เกิดขึ้นแล้วซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย
กล่าวโดยสรุป จำเลยกับผู้เอาประกันตกลงกันต่างคนต่างซ่อมรถยนต์ของตนเอง บริษัทประกันจึงไม่ได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ บริษัทประกันจึงไม่อาจจะรับช่วงสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความฟ้องจำเลยได้ ทั้งสิทธิในมูลละเมิดก็ระงับไปแล้ว
