กลุ่มคำพิพากษาศาลฎีกา ที่วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายกลับหลักแนวเดิม
เรื่องที่ 1. กรณีผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ซึ่งมีอัตราโทษให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท
ซึ่งต้องฟ้องต่อศาลแขวง ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ยื่นคำขอให้จำเลยชดใช้ ในส่วนแพ่งอันมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาทต่อศาลแขวงได้หรือไม่
เดิมมีแนวตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419 / 2528 วินิจฉัยไว้ว่า หากผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองแล้ว
ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำขอในส่วนแพ่งอันมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาท ต่อศาลแขวงได้ เนื่องจากเกินอำนาจศาลแขวง ที่จะพิจารณาพิพากษา ผลการวินิจฉัยเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำคดีส่วนแพ่งไปฟ้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งแล้วแต่กรณีต่อไป
แต่ปัจจุบันคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192 / 2560 วินิจฉัยกลับหลักแนวเดิมเป็นว่า การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญานั้นไม่ต้องคำนึงว่า ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 และมาตรา 25 (5)วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและมีคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลแขวงก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้
เรื่องที่ 2. กรณีบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง ซึ่งยังมิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากคู่ความซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 274 (หรือมาตรา 271 เดิม)
เดิมเคยมีคำพิพากษาเช่นฎีกาที่ 4741/2539 วินิจฉัยว่า กำหนดเวลาในการบังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ในที่นี้ต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดด้วย
ปัจจุบันคำพิพากษาฎีกาที่ 10731 / 2558(ประชุมใหญ่) วางหลักไว้ว่า ระยะเวลา 10 ปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นจะต้องเริ่มนับแต่วันมี คำพิพากษาของศาลชั้นที่สุด(หรือศาลชั้นสุดท้าย) มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
เรื่องที่ 3. ผู้เสียหายที่ยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44 / 1 เพื่อขอค่าเสียหายใน ทางแพ่ง ต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย หรือไม่
คำพิพากษาฎีกาแนวเดิม เช่นฎีกาที่ 17584 / 2555 ,ฎีกาที่ 5419 / 2554 วินิจฉัยว่า ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา
44 / 1 ต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยเท่านั้น
ปัจจุบัน คำพิพากษาฎีกาที่ 5400 / 2560(ประชุมใหญ่) วางหลักใหม่ว่า ผู้เสียหายที่มีอำนาจ ยื่นคำร้องตามมาตรา 44 / 1 ไม่จำต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย การที่จะพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้อง ต้องพิจารณาจากสิทธิทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55
เรื่องที่ 4. ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากคดีอาญาไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ ไม่เกิน 50,000 บาท จะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือไม่
แนวฎีกาเดิม เช่นฎีกาที่ 1336 / 2555 วินิจฉัยว่า สิทธิในการอุทธรณ์คดีส่วนแพ่งนั้นต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์เป็นหลัก หากทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ก็ย่อมอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้
ปัจจุบัน ฎีกาที่ 1285 / 2561 วางหลักว่า ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากคดีส่วนอาญาไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ คดีในส่วนแพ่งย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์เช่นกัน หากคดีส่วนอาญาไม่ต้องห้ามฎีกา คดีส่วนแพ่งไม่จำต้องขออนุญาตฎีกา
เรื่องที่ 5. หากฟ้องของพนักงานอัยการตกไป เพราะในระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (1) ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีอาญาออกจากสารบบความ คำร้องของผู้เสียหายที่ขอค่าเสียหายทางแพ่งตามมาตรา 44 / 1 จะต้องตกไปตามคดีอาญาด้วยหรือไม่
เดิม ฎีกาที่ 1384/2555 วินิจฉัยว่า คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โดยมีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 44 /1 ซึ่งต้องอาศัยคดีอาญาเป็นหลัก เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป คำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย
ปัจจุบัน คำพิพากษาฎีกาที่ 13361 / 2558 วางหลักว่า หากฟ้องของพนักงานอัยการตกไป เพราะผู้กระทำความผิดถึงแก่ความตาย ให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีส่วนอาญาออกจากสารบบความ แต่คำร้องทางแพ่งตามมาตรา 44 / 1ไม่ตกไปด้วย โดยให้ทายาท หรือผู้จัดการมรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์มรดก เข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายต่อไปตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 42 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 40
เรื่องที่ 6. การให้กู้ยืมเงินที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผู้กู้ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้แต่โดยผล ของกฎหมายข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยย่อมเป็นโมฆะ การที่ผู้กู้ยอมชำระไปย่อมเรียกคืนไม่ได้ก็ตาม แต่ผู้กู้จะนำดอกเบี้ย ที่ชำระไปแล้วนั้นไปหักกับหนี้เงินต้นได้หรือไม่
เดิมศาลวางแนวไว้ว่า เป็นการชำระหนี้ โดยอำเภอใจ นอกจากจะเรียกคืนไม่ได้แล้ว ยังจะไปหักกับเงินต้นก็ไม่ได้ด้วย เช่นฎีกาที่ 201 / 2540
ปัจจุบันฎีกาที่ 5376 / 2560(ประชุมใหญ่) วางหลักไว้ว่า กรณีดังกล่าวแม้ลูกหนี้จะเรียกคืนไม่ได้ แต่นำไปหักกับต้นเงินได้
เรื่องที่ 7. คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44 /1 ไว้ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด และได้ยกคำขอทางแพ่งของผู้เสียหายด้วย อัยการโจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ หากภายหลังศาลอุทธรณ์เชื่อว่าจำเลยกระทำผิดจริง จึงพิพากษากลับให้ลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมในส่วนแพ่งให้ผู้เสียหายได้หรือไม่ เนื่องจากในส่วนแพ่งยุติแล้วโดยผู้เสียหายไม่อุทธรณ์
เดิมมีฎีกาที่ 4720/2559 วินิจฉัยไว้ว่า เมื่อผู้เสียหายไม่อุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งย่อมยุติ ไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ปัจจุบันฎีกาที่ 5418 / 2559 วางหลักไว้ว่า แม้ผู้เสียหายซึ่งถือเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่งจะไม่ได้อุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งก็ตาม หากภายหลัง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่ง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อให้ผลแห่งคดีเป็นไปตามคดีส่วนอาญาได้ เพราะถือว่าเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง
เรื่องที่ 8. กรณีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยไม่ระบุชัดเจนว่าจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรกันแน่ และโจทก์มิได้นำพยานเข้าสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิดข้อหาใดข้อหาหนึ่ง เช่นนี้ ศาลควรพิพากษาหรือดำเนินการต่อไปอย่างไร
เดิม ฎีกาที่819/2513 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าว ถือว่าเป็นคำรับสารภาพที่ไม่ชัดเจน เป็นหน้าที่โจทก์ต้องนำสืบว่าจำเลยกระทำผิดฐานใด เมื่อโจทก์ไม่สืบพิสูจน์ความผิดของจำเลย ก็ย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง
ปัจจุบัน คำพิพากษาฎีกาที่77352557 วางหลักใหม่ว่า เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แม้โจทก์ไม่แถลงขอสืบพยานเพื่อพิสูจน์ว่า จำเลยกระทำผิดข้อหาใดแน่ ศาลจะพิพากษายกฟ้องไม่ได้ ศาลชั้นต้นต้องสอบถามจำเลยให้ชัดเจนว่า จะให้การรับสารภาพในข้อหาใดแน่ แล้วจึงพิพากษาลงโทษ ตามข้อหาที่จำเลยรับสารภาพ
เรื่องที่ 9. กรณีฟ้องโจทก์ไม่ได้ลงชื่อผู้เรียง ย่อม เป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา158(7) แต่เมื่อความไม่ถูกต้องดังกล่าวเพิ่งปรากฎขึ้นในชั้นศาลสูง คือ ชั้นอุทธรณ์ หรือ ฎีกา ผลจะเป็นอย่างไร
เดิม ฎีกาที่2419/2522 วางหลักว่า เมื่อความไม่ถูกต้องดังกล่าวปรากฎขึ้นในชั้นศาลสูง ศาลสูงจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา161ไม่ได้ เนื่องจากการแก้ฟ้องต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษา ดังนั้น การที่ฟ้องไม่ถูกต้องดังกล่าวปรากฎขึ้นล่วงเลยเวลาที่จะแก้ฟ้องได้ จึงต้องพิพากษายกฟ้อง
ปัจจุบันคำพิพากษาฎีกาที่6386/2562(ประชุมใหญ่) วางหลักใหม่ว่า กรณีดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดในกรณีที่โจทก์ไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงโดย ให้ลงชื่อให้ถูกต้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แล้วส่งสำนวนกลับคืนให้ศาลสูงพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป