ความระงับแห่งหนี้
ความระงับแห่งหนี้ มีด้วยกัน 5 วิธี คือ
(1) การชำระหนี้
(2) การปลดหนี้
(3) หักกลบลบหนี้
(4) แปลงหนี้ใหม่ และ
(5) หนี้เกลื่อนกลืนกัน
วิธีการปลดหนี้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 340 ก็คือ ด้วยการที่เจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้มีผลทำให้หนี้ระงับ หนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้นการที่เจ้าหนี้จะปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 340 วรรค 2 ว่า ต้องทำเป็นหนังสือ หรือมีการเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้ หรือเจ้าหนี้ต้องขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย การที่เจ้าหนี้ส่งข้อความทางเฟสบุ๊คถึงจำเลยว่าเงินทั้งหมด 670,000 บาทไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมดไม่ต้องส่งดอกเบี้ยอะไรมาให้ แม้ความจริงแล้ว เจ้าหนี้จะไม่ได้มีเจตนาที่จะปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้จริงๆอาจเพียงต้องการประชดประชันลูกหนี้ แต่ปรากฏว่าศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่า เป็นการปลดหนี้ให้ลูกหนี้ดังนั้น เจ้าหนี้จะโพสอะไรให้คิดให้ถี่ถ้วน ตั้งสติให้ดีก่อนที่จะโพสด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560
จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 595,500 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมครบถ้วนแล้ว หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่ชำระต้นเงินคงชำระดอกเบี้ย 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 6,550 บาท การที่โจทก์ส่งข้อความทางเฟสบุ๊คถึงจำเลยมีใจความว่า เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องนำพ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7 ถึงมาตรา 9 มาใช้บังคับด้วย แม้ข้อความนี้จะไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์ก็ตาม แต่การส่งข้อความทางเฟสบุ๊คจะปรากฏชื่อผู้ส่งด้วยและโจทก์ก็ยอมรับว่าได้ส่งข้อความถึงจำเลยจริง ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า เป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
เนื้อหาหลักๆ ของพระราชบัญญัติ การทวงถามหนี้ครั้งล่าสุดนี้ ระบุว่า ผู้ทวงถามหนี้ หรือเจ้าหนี้ ห้ามทวงถามหนี้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ ทวงถามได้เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-20.00 น. วันหยุดราชการ เวลา 8.00-18.00 น. และสามารถทวงถามได้ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง
สำหรับกรณีการทวงถามหนี้ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ หากมีการส่งข้อความไปหาลูกหนี้แล้วถูกเปิดอ่าน แม้ไม่มีการตอบรับก็ถือว่าลูกหนี้ได้รับทราบการทวงถามหนี้แล้วเช่นกัน
ส่วนกรณีการทวงถามหนี้ผ่านทางโทรศัพท์ หากลูกหนี้รับสายแล้วมีการพูดคุยกันในสาระสำคัญที่แสดงเจตนาในการทวงถามหนี้ถือว่าเป็นการทวงถามหนี้แล้ว แต่หากลูกหนี้ไม่รับโทรศัพท์ หรือรับสายก่อนกดตัดสายจะถือว่ายังไม่ได้มีการติดตามทวงถามหนี้
ที่สำคัญคือ ในมาตรา 11 ระบุว่า เจ้าหนี้ห้ามทวงถามในลักษณะข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือทำอะไรที่นำไปสู่ความเสียหายต่อร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น
ห้ามใช้วาจาดูหมิ่น พร้อมทั้งห้ามเปิดเผยข้อมูลการเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงห้ามติดต่อลูกหนี้โดยใช้ไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อถึงการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน
กรณีที่ลูกหนี้หรือบุคคลอื่นได้รับการปฏิบัติจากผู้ทวงถามหนี้ที่ขัดต่อพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกหนี้หรือบุคคลอื่นนั้นมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการการกํากับการทวงถามหนี้ประจําจังหวัด สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ประกอบด้วย
ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ อัยการจังหวัด ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในพื้นที่ ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัด คลังจังหวัด ประธานสภาทนายความจังหวัด
เป็นกรรมการโดยตําแหน่ง และผู้แทนองค์กรพัฒนาภาคเอกชนในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ ตามมาตรา 27 เพื่อวินิจฉัยสั่งการได้
* สิทธิของเจ้าหนี้
ในทางตรงกันข้าม หากมองในมุมของเจ้าหนี้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ทำให้การทวงถามหนี้ทำได้ยากขึ้น และต้องใช้ความระมัดระวังในการทวงถามหนี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในฐานะของเจ้าหนี้หากถูกผิดนัดชำระหนี้ สามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเป็นข่องทางในการเจรจา หรือทำให้ได้มาซึ่งเงินของตนได้ หากมีหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด
เช่น มาตรา 215 ระบุว่า เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์ อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อ ความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้
หรือ กรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ โดยมีสัญญาการกู้ยืมที่มีการลงมือชื่อของลูกหนี้และเจ้าหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร สามารถดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่ง ตามมาตรา 213 ที่ว่า “ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้
เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้” แต่ถ้าเจ้าหนี้ไม่มั่นใจว่า การทวงหนี้แบบที่เคยทำอยู่จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ หรือไม่รู้ว่าต่อไปถ้ามีคนมากู้ยืมเงิน ต้องทำอย่างไรเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะได้เงินคืนแน่นอน
