banner
                                                                                                                           

                                                                                                 

                                                                                          การเกิดของสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สัญญาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการแสดงเจตนาที่ถูกต้องตรงกันของฝ่ายผู้เสนอและฝ่ายผู้สนอง                         

คำเสนอ มีลักษณะดังต่อไปนี้ 

        (1) เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา
        (2) มีการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง 
        (3) ต้องมีข้อความชัดเจนแน่นอน มิฉะนั้นอาจเป็นเพียง คำปรารภหรือคำเชิญชวนเท่านั้น 
        (4) เป็นการแสดงเจตนาต่อบุคคลโดยเฉพาะเจาะจง หรือต่อสาธารณชน ก็ได้ 

คำเสนอแบ่งได้เป็น  2  ประเภท  คือ 
          1. คำเสนอที่แสดงต่อบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้านั้น อาจเป็นคำเสนอที่บ่งระยะเวลาสนอง ( มาตรา 354) หรืออาจเป็นคำเสนอที่มิได้บ่งระยะเวลาสนอง (มาตรา 356) 
          2.คำเสนอที่แสดงต่อบุคคลผู้อยู่ห่างโดยระยะทาง อาจเป็นคำเสนอที่บ่งระยะเวลาสนอง ( มาตรา 354) หรืออาจเป็นคำเสนอที่มิได้บ่งระยะเวลาสนอง (มาตรา 355) 

ผลของคำเสนอ
       1. เมื่อได้ทำคำเสนอต่อบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าหรือต่อบุคคลผู้อยู่ห่างโดยระยะทาง ถ้ามีการบ่งระยะเวลาในการสนอง  ผู้เสนอจะถอนคำเสนอของตนภายในเวลานั้นไม่ได้ 
เว้นแต่ เป็นกรณีทำคำเสนอต่อบุคคลผู้อยู่ห่างโดยระยะทาง หากผู้เสนอต้องการถอนคำเสนอก็สามารถทำได้โดยการแสดงเจตนาถอนส่งไปถึงก่อน หรือ พร้อมกับคำเสนอถึงผู้รับคำเสนอ ( มาตรา 169 วรรคแรก)
       2.เมื่อได้ทำคำเสนอต่อบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าที่มิได้บ่งระยะเวลาสนอง เมื่อเสนอ ณ ที่ใด เวลาใดก็ต้องสนองรับ   ณ ที่นั้น  เวลานั้น  หากผู้เสนอต้องการถอนคำเสนอ ก็สามารถทำได้โดยการแสดงเจตนาถอนก่อนที่ผู้รับคำเสนอจะสนองตอบ           
       3.เมื่อได้ทำคำเสนอต่อบุคคลผู้อยู่ห่างโดยระยะทางที่มิได้บ่งระยะเวลาสนอง จะถอนคำเสนอของตนเสียภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนองนั้นไม่ได้  หากผู้เสนอต้องการถอนคำเสนอก็สามารถทำได้โดยการแสดงเจตนาถอนส่งไปถึงก่อนหรือพร้อมกับคำเสนอ
ให้แก่ผู้รับคำเสนอ (มาตรา 169 วรรแรก)

การสิ้นผลของคำเสนอ   
       1.คำเสนอระบุระยะเวลาให้ทำคำสนอง  ผู้สนองจะต้องตอบรับคำเสนอภายในเวลาที่ระบุไว้  มิฉะนั้นสัญญาไม่อาจเกิดขึ้นได้  เนื่องจากคำเสนอสิ้นผลเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นเสียแล้ว กรณีเช่นนี้เมื่อคำสนองได้ไปถึงผู้เสนอเมื่อสิ้นระยะเวลาดังกล่าวกฎหมายระบุให้คำสนองนั้นกลายเป็นคำเสนอใหม่
(ป.พ.พ.  มาตรา  359)
       2.คำเสนอไม่ได้ระบุระยะเวลาให้ทำคำสนอง ถ้าเป็นคำเสนอต่อบุคคลผู้อยู่ห่างโดยระยะทาง  ผู้สนองจะต้องตอบกลับมาในระยะเวลาอันควรคาดหมายซึ่งต้องดูพฤติการณ์เป็นเรื่องๆไป  ถ้าไม่ตอบกลับมาภายในกำหนดเวลาอันควรคาดหมายนี้  คำเสนอนั้นสิ้นความผูกพัน ถ้าเป็นคำเสนอ
ต่อบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า เสนอ  ณ  ที่ใดเวลาใดก็ต้องสนองตอบรับ ณ ที่นั้นเวลานั้น ถ้ามิได้สนองรับคำเสนอในเวลานั้น คำเสนอเป็นอันสิ้น ความผูกพัน   
       3. มีการบอกปัดคำเสนอ คือ ผู้รับคำเสนอได้ปฏิเสธคำเสนอ หรือบอกปัดบางส่วน หรือแก้ไขเพิ่มเติมเป็นอย่างอื่น กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นคำบอกปัด  มีผลทำให้คำเสนอสิ้นความผูกพันและคำสนองที่บอกปัดนั้นกลายเป็นคำเสนอ ใหม่ในตัว (ป.พ.พ.มาตรา 359 วรรค  2)
       4.กรณีที่ผู้เสนอตาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ คำเสนอนั้นอาจสิ้นผลได้ หากว่าก่อนที่จะสนองตอบรับ  ผู้สนองได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ  ( ป.พ.พ.  มาตรา  360 )

คำสนอง  คือ  การแสดงเจตนาตอบรับคำเสนอ ซึ่งผู้ได้รับคำเสนอ ตกลงที่จะทำสัญญาตามคำเสนอนั้น คำสนองจะต้องมีข้อความที่ถูกต้องตรงกับคำเสนอในสาระสำคัญทุกประการ สัญญาจึงจะ เกิดขึ้นได้และคำสนองจะมีผลเมื่อผู้เสนอได้ทราบถึงคำสนองแล้ว

คำสนองมีลักษณะดังต่อไปนี้ 
     (1)  เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา
     (2) เป็นการแสดงเจตนาตอบรับคำเสนอโดยชัดแจ้งโดยปริยาย  หรือโดยการนิ่งก็ได้ 
     (3) ต้องมีข้อความที่ชัดเจนปราศจากเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลา
     (4) ต้องแสดงเจตนาต่อผู้เสนอเท่านั้น

ผลของคำสนอง
      1. เมื่อมีการสนองรับตามคำเสนอทุกประการก่อนคำเสนอสิ้นความผูกพัน สัญญาจะเกิดขึ้นทันที  
     2. เมื่อทำคำสนองแล้วจะถอนคำสนองไม่ได้  เว้นแต่เป็นคำสนองที่ส่งไปถึงผู้เสนอที่อยู่ห่างโดยระยะทาง และการบอกถอนคำสนองได้ไปถึงผู้เสนอก่อน หรือพร้อมกับคำสนอง คำสนองนั้นจึงจะถอนได้  (ป.พ.พ.  มาตรา  169  วรรคแรก)
     3. คำสนองไม่สิ้นความผูกพันเพราะเหตุผู้สนองตายหรือ ตกเป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ  (ป.พ.พ.  มาตรา  169  วรรคสอง) เว้นแต่ ผู้สนองนั้นจะได้แสดงเจตนาไว้ในคำสนองด้วยว่าถ้าตนตาย หรือตกเป็นคนไร้ความสามารถ  หรือเสมือนไร้ความสามารถก่อนคำสนอง
จะไปถึงผู้เสนอ ให้คำสนองนั้นสิ้นความผูกพัน  คำสนองนั้นจึงจะสิ้นความผูกพันได้
     4. คำสนองล่วงเวลา  หมายถึง  คำสนองที่ไปถึงผู้เสนอช้ากว่าเวลาที่กำหนดให้ทำคำสนอง  หรือคำสนองที่เห็นโดยประจักษ์ว่าได้สั่งโดยทางการแล้ว  ซึ่งตามปกติควรจะมาถึงภายในกำหนดเวลาที่ให้ทำคำสนอง  แต่คำสนองนั้นมาถึงล่าช้ากว่ากำหนด และผู้เสนอได้บอกกล่าวแก่ผู้สนองโดยพลันว่า
คำสนองนั้นมาถึงช้ากว่ากำหนด ( ป.พ.พ.มาตรา  358)  ผลของคำสนองล่วงเวลาคือ  ทำให้คำเสนอสิ้นความผูกพัน  (ป.พ.พ.  มาตรา  357)  และคำสนองที่ไปถึงล่วงเวลานั้นกลายเป็นคำเสนอขึ้นมาใหม่  ( ป.พ.พ.  มาตรา  359  วรรคแรก)
     5.คำสนองที่มีข้อความเพิ่มเติม หรือมีข้อจำกัด  หรือมีข้อแก้ไขที่ไม่ตรงกับข้อความในคำเสนอทุกประการ  ถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอ  ซึ่งมีผลให้คำเสนอสิ้นความผูกพัน (ป.พ.พ. มาตรา  357)  และคำสนองนั้นจะกลายเป็นคำเสนอขึ้นมาใหม่ (ป.พ.พ.  มาตรา  359  วรรคสอง)