การส่งหมายทางไปรษณีย์
ป.วิ.แพ่ง มาตรา 73 ทวิ “ คำคู่ความ หรือเอกสารที่เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่ง ไม่ว่าการส่งนั้นจะเป็นหน้าที่ของศาลจัดการส่งเอง หรือคู่ความมีหน้าที่จัดการนำส่งก็ตาม ศาลอาจสั่งให้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือโดยทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศก็ได้ โดยให้คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำส่งเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าคำคู่ความหรือเอกสารที่ส่งโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์ มีผลเสมือนเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งและให้นำบทบัญญัติ มาตรา 74 มาตรา 76 และ มาตรา77 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ”
ป.วิ.แพ่ง มาตรา 76 “เมื่อเจ้าพนักงานศาลไม่พบคู่ความหรือบุคคลที่จะส่งคำคู่ความหรือเอกสาร ณ ภูมิลำเนา หรือสำนัก ทำการงานของบุคคลนั้นๆ ถ้าได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้แก่บุคคลใดๆที่มีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือสำนักงานทำการงานที่ปรากฎว่าเป็นของคู่ความหรือบุคคลนั้นหรือได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นตามข้อความในคำสั่งของศาล ให้ถือว่าเป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำคู่ความหรือเอกสารถูต้องตามกฎหมายแล้ว ”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2563
การส่งเอกสารโดยทางไปรษณีย์ หากไม่พบคู่ความหรือบุคคลที่จะส่งคำคู่ความหรือเอกสาร ต้องส่งให้แก่บุคคลใดๆ ที่มีอายุเกินยี่สิบปี ซึ่งอยู่หรือทำการงานในบ้านเรือนหรือที่สำนักการงานที่ปรากฏว่าเป็นของคู่ความหรือบุคคลนั้น ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 73 ทวิ ประกอบมาตรา 76 เมื่อไม่มีรายละเอียดว่า ผู้ที่ชื่อ “ประวัติ” เป็นใครมีอายุเกินยี่สิบปี หรืออยู่ หรือทำการงานในบ้านเรือนตามหมายหรือไม่ จึงยังไม่อาจฟังได้ว่าการส่งหมายแก่จำเลยเป็นการส่งหมายโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เท่ากับว่ายังไม่มีการส่งหมายให้แก่จำเลย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252.
การส่งหมายโดยวิธีอื่น
ป.วิ.แพ่ง มาตรา 79 "ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือ ปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของคู่ความ หรือบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสารหรือมอบหมายคำคู่ความหรือเอกสารไว้แก่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในท้องถิ่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจ แล้วปิดประกาศแสดงการได้มอบหมายดังกล่าวแล้วนั้นไว้ดังกล่าวข้างต้น หรือลงโฆษณาหรือทำวิธีอื่นใดตามที่ศาลเห็นสมควร ........."
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2531
เจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายเรียกสำเนาฟ้องให้จำเลยไม่ได้เนื่องจากบ้านที่อยู่ของจำเลยได้รื้อถอนไปแล้วและยังไม่เป็นการแน่นอนว่าจำเลยมีภูมิลำเนาใหม่อยู่ ณ ที่ใดแน่นอน ดังนั้นถือว่าการส่งหมายเรียกสำเนาฟ้องไม่อาจกระทำ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยได้ การที่ศาลสั่งให้ส่งโดยวิธีประกาศทางหนังสือพิมพ์ตามคำขอของโจทก์จึงชอบด้วยบทบัญญัติแห่งป.วิ.พ. มาตรา 79
จำเลยรู้ว่าได้มีการส่งหมายเรียกสำเนาฟ้องแล้ว แต่ได้รื้อบ้านและย้ายออกไปอยู่ที่อื่นโดยมิได้แจ้งย้ายทะเบียนให้ปรากฏหลักฐานภูมิลำเนาไว้ อันเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับรู้การถูกดำเนินคดี กรณีจึงต้องถือว่า จำเลยได้ทราบการส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องและวันนัดพิจารณาคดีโดยทางประกาศหนังสือพิมพ์แล้ว การขาดนัดของจำเลยเป็นไปโดยจงใจ จำเลยจะอ้างว่าตนยังไม่ได้รับหมายเรียกและรับทราบวันนัดพิจารณาเพื่อจะขอพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้
การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้จะเป็นการเริ่มต้นแบบคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 แต่คำร้องขอของผู้ร้องมีเจตนาเพื่อใช้สิทธิทางศาลเพื่อยังให้ได้รับการรับรองคุ้มครองในสิทธิของตนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 55 คำร้องขอของผู้ร้องจึงเป็นคำคู่ความตามความหมายมาตรา 1 (5) อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือส่วนได้เสียของบุคคลที่สาม นอกจากนี้คำร้องขอของผู้ร้องดังกล่าวยังเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัว และสิทธิในการรับมรดกของผู้ตาย เมื่อพิจารณาประกอบกับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่กล่าวว่า การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องกระทบกระเทือนต่อส่วนได้เสียหรือสิทธิในการรับมรดกผู้ตายในส่วนของผู้คัดค้านและทายาทอื่นด้วย ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงตามคำร้องขอของผู้ร้องได้ ผู้ร้องทราบก่อนยื่นคำร้องขอแล้วว่า ผู้ตายมีผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย และทราบที่อยู่ของทายาทที่เป็นผู้จัดการมรดกด้วย จึงอยู่ในวิสัย และเงื่อนไขที่ผู้ร้องสามารถส่งสำเนาคำร้องขอ และแจ้งวันนัดไต่สวนด้วยการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอโดยวิธีธรรมดาให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 72 ได้ ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะส่งคำคู่ความโดยวิธีอื่นตามมาตรา 79 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องขอและแจ้งวันนัดไต่สวนโดย วิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ย่อมทำให้ผู้คัดค้านและทายาทไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องก่อนตามมาตรา 21 (2) ถือเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการส่งคำคู่ความ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ( กฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 , 188 , 21, 55, 27 )