การลงชื่อในฐานะผู้เรียงและพิมพ์ในคดีอาญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6386/2562
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 352 และให้จำเลยคืนเงิน 3,170,606.58 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหายักยอกตามฟ้อง ข้อ 1 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยก จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรกและกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดซึ่งเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ฟ้องนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" ตามฟ้องโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อโจทก์แล้วโดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ เหตุที่ไม่ปรากฏลายมือชื่อ ผู้เรียงและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องน่าจะเป็นเพราะโจทก์พิมพ์คำขอท้ายฟ้องเฉพาะด้านหน้ามิได้พิมพ์แบบพิมพ์ด้านหลัง ซึ่งจะมีช่องลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ไว้ จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ การที่ศาล อุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์
เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนจึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายใน ระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม รูปคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดที่ไม่ลงชื่อผู้เรียง ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2521
ศาลชั้นต้นเห็นว่าทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในฟ้อง โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์เป็นโจทก์ดำเนินคดีแทน พิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(7) ที่บัญญัติให้มีลายมือชื่อโจทก์ในฟ้องนั้น หมายถึงโจทก์ลงลายมือชื่อ เป็นโจทก์ในฟ้องเอง หรือในกรณีที่โจทก์มอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องคดีแทนบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจนั้น ย่อมมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ในฟ้องได้
คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นายอารี เสียงเพราะเป็นผู้ฟ้องจำเลย มิได้มอบอำนาจให้นายประดิษฐ์ สังขธูป ทนายโจทก์เป็นผู้ฟ้อง ดังนั้น การที่นายประดิษฐ์ สังขธูป ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ในฟ้อง จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ถือได้ว่าฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว และการที่จะให้โจทก์จัดการแก้ไขเสียให้ถูกต้องแล้วดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องต่อไปนั้น ก็ล่วงเลยเวลาอันควรปฏิบัติเสียแล้ว" พิพากษายืน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2559
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 2 กระทง คงจำคุก 2 เดือน และไม่ปรับ จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับมาเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มี นายสมยศ หรือนางฐิตาภา กรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ แม้ต่อมาจะบรรยายว่า โจทก์โดยนางฐิติภา มอบอำนาจให้นางสาวดรุณีฟ้องและดำเนินคดีแทนก็ตาม แต่เมื่อนางสาวดรุณีมาเบิกความเป็นพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ได้อ้างส่งหนังสือมอบอำนาจดำเนินคดีเป็นหลักฐานว่า บริษัทโจทก์โดยนางฐิตาภา กรรมการผู้มีอำนาจ ขอมอบอำนาจให้นางสาวดรุณีดำเนินคดีแทน ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่านางฐิตาภา กับนางฐิติภา ที่โจทก์กล่าวในฟ้องเป็นบุคคลคนเดียวกันนั่นเอง และเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดแจ้งว่า โจทก์พิมพ์ชื่อ “นางฐิตาภา” ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปเป็น “นางฐิติภา” อันเป็นข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย ถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางสาวดรุณีฟ้องและดำเนินคดีแทนโดยชอบแล้ว ไม่ทำให้อำนาจฟ้องคดีของโจทก์เสียไป ส่วนที่ท้ายฟ้องเดิมทนายโจทก์ลงชื่อไว้ในท้ายฟ้องในฐานะโจทก์ก็เป็นเพียงฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์เท่านั้น อันเป็นฟ้องที่มิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ซึ่งโจทก์ชอบที่จะแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ไม่ถึงกับทำให้ฟ้องเดิมเสียไปดังที่จำเลยฎีกา และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอส่งคำขอท้ายคำฟ้องอาญาที่โจทก์โดยนางสาวดรุณี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในฐานะโจทก์ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2558 แทนคำขอท้ายฟ้องเดิม โดยอ้างว่าเป็นความผิดหลงเผอเรอของทนายโจทก์นั้น ก็พอแปลได้ว่าเป็นการ ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้อง และกรณีถือว่ามีเหตุอันควรที่จะแก้ฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องฉบับดังกล่าวเข้ามาในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ถือว่าฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เช็คพิพาท 2 ฉบับ มีจำนวนเงินรวมกัน 200,000 บาท ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยนำเงิน 3,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ และระหว่างนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยนำเงิน 197,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์อีก อันเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.