banner

แอบบันทึกโทรศัพท์เสียงสนทนา ศาลฎีกาสั่งห้ามรับฟังทุกกรณี....

       ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาวางแนวออกมาชัดเจนว่า การแสวงหาพยานหลักฐานไปสู้กันในศาลนั้น กฎหมายห้ามมิให้ใช้วิธีแอบบันทึกเสียงขณะสนทนา      หรือหลอกอัดเทปคู่กรณีขณะคุยโทรศัพท์ เพื่อนำมาไปใช้อ้างเป็นพยานในศาลให้ตนชนะคดีไม่ว่าคดีนั้นจะเป็นของทางราชการ หรือแม้เอกชนด้วยกันก็ตาม            ซึ่งศาลฎีกามองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง ซึ่งหากศาลยอมให้นำมารับฟังได้ เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้บุคคลถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลกันมากยิ่งขึ้นทุกวันและนำมาซึ่งความหวาดระแวงเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้นถ้าใครถูกคู่กรณีใช้วิธีสกปรก แอบอัดเทปเสียงสนทนาเพื่อเอาไปใช้อ้างในศาล สามารถนำฎีกานี้ไปใช้อ้างเพื่อขอให้ศาลสั่งตัดพยานนั่นทิ้งได้ทันที  
      ข้อสังเกตุ * กรณีถ้าเป็นคลิปบันทึกเสียงในคดีกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือสำคัญอื่น ซึ่งอาจถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่กระทบ       ต่อความมั่นคงของรัฐหรือผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนโดยส่วนรวม กรณีดังกล่าวอาจถือเป็นข้อยกเว้นที่ทำให้ศาลสามารถนำพยานคลิปดังกล่าวมา    รับฟังเป็นพยานลงโทษได้

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3782/2564 

        เรื่องหมิ่นประมาท

        การกระทำของนาย ธ. ที่แอบนำเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่มาทำการบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างจำเลยกับนาย ธ. และคู่สนทนาในระหว่างการพบปะ          พูดคุยกัน  โดยจำเลยไม่ทราบว่าขณะที่ตนสนทนาอยู่นั้น การสนทนาได้ถูกบันทึกลงในโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพ      ส่วนบุคคลของจำเลยอย่างชัดแจ้ง จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา  ความอาญา มาตรา 226 แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มิให้เจ้าพนักงาน   ของรัฐแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้นำไปใช้กับการแสวงหาพยาน   หลักฐานของบุคคลธรรมดา จึงนำไปใช้บังคับแก่กรณีที่เอกชนผู้เสียหายเป็นผู้ได้พยานหลักฐานนั้นมาจากการกระทำโดยมิชอบด้วย ส่วนเหตุยกเว้นให้สามารถ  รับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังและต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงแห่งคดีโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท          อันเป็นการพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน และเป็นความผิดอันยอมความได้ พฤติการณ์ของความผิดในคดีจึงมิใช่เรื่องร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนโดยส่วนรวม ทั้งลักษณะของคดียังอยู่ในวิสัยที่โจทก์ทั้งสองสามารถหาพยานหลักฐานด้วยวิธีการอันสุจริต        ชอบด้วยกฎหมายมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ การอนุญาตให้รับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองได้มาจากการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบเท่ากับอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองนำพยานหลักฐานมาเพิ่มเติมในส่วนที่ตนนำสืบบกพร่องไว้ เพื่อจะลงโทษจำเลยแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิ         ส่วนบุคคลของจำเลยและกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐานของการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไป               การรับฟังพยานหลักฐานนั้น มิได้เป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรม แต่กลับจะเป็นผลเสียที่กระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา      หรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนมากกว่า จึงไม่อาจรับฟังบันทึกเสียงสนทนาและข้อความจากการถอดเทปการสนทนาเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิด ของจำเลยได้