การบังคับคดีต้องทำภายในกำหนด 10 ปี
ตาม ป.วิแพ่ง มาตรา 274 (แก้ไขใหม่) " ถ้าคู่ความ หรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระหนี้ (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทั้งหมด หรือบางส่วน คุู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้
(เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิะียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นตามบทบัญญัติแห่งภาคนี้ ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่ง และถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สิน หรืออายัดสิทธิเรียกร้องใดไว้
หรือได้ดำเนินการบังคับคดีโดยวิธีอื่นไว้บางส่วนแล้ว ภายในระยะเวลาดังกล่าวก็ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับคดีโดยวิธีอื่นนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จได้
มาตรา 274 วรรคสอง "ถ้าคำพิพาากษาหรือคำสั่งกำหนดให้ชำระหนี้เป็นงวดๆ เป็นรายเดือน หรือเป็นรายปี หรือกำหนดให้ชำระหนี้อย่างใดในอนาคต ให้นับระยะเวลาสิบปีตามวรรคหนึ่งตั้งแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอาจบังคับให้ชำระหนี้ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2537
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทั้งสี่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสี่ยอมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 เมษายน 2524 และจะชำระหนี้ทั้งสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2525 หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือข้อหนึ่งข้อใด ยอมให้โจทก์บังคับคดีไปทันที
ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2524 คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2524 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์เลยและแนบบัญชีทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4
มาท้ายคำขอนั้น ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2524 ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่ตามบัญชีทรัพย์ท้ายคำขอของโจทก์ ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกันนั้น ในการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวในวันที่ 28 ตุลาคม
2526 ปรากฏว่าโจทก์ประมูลได้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คัดค้านว่าขายได้ราคาต่ำกว่าราคาจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายได้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2529 ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2534 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยทั้งสี่ยังค้างชำระหนี้โจทก์อยู่ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่ตามบัญชีทรัพย์ที่แนบมาพร้อมกับคำแถลงของโจทก์ โดยแนบบัญชีทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาด้วย ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2534
ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 โดยยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์แนบท้ายคำแถลงดังกล่าวและยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์นั้น
จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 พ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 จึงหมดสิทธิบังคับคดีแล้ว ขอให้ถอนการยึด
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขึ้นใหม่หลังจาก 10 ปีแล้ว และมิได้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 เพิ่งนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เมื่อพ้นกำหนด10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3
ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึด
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา (ที่ถูกคือคำสั่ง) ของศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา หรือคำสั่ง การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2534 เป็นการนำยึดทรัพย์ใหม่เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีรายการทรัพย์ที่โจทก์นำยึดใหม่รวมอยู่ในบัญชีทรัพย์ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2524 โจทก์นำยึดทรัพย์ดังกล่าวภายหลัง 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามยอม
โจทก์ย่อมหมดสิทธิจะบังคับคดีต่อไปนั้น
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา
หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินวิธีการบังคับคดีตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี กล่าวคือ ประการแรก เจ้าหนี้ตาม คำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี
ประการที่สอง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงหรือแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว ประการที่สาม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า เจ้าหนี้มีความประสงค์ขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และถ้ามีลูกหนี้หลายคนให้ระบุว่าต้องการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้
คนใด เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนครบถ้วนภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ถือว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว **บทบัญญัตินี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงแต่ขอหมายบังคับคดีภายใน 10 ปี
นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะดำเนินวิธีบังคับคดีอย่างไรต่อไปเมื่อพ้นกำหนดเวลา10 ปีไปแล้วก็ได้ เพราะหากกรณีเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นผลให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องถูกบังคับคดีโดยไม่มีกำหนดเวลา กำหนดเวลา 10 ปีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้
ตามคำพิพากษานั้น ปกติย่อมต้องนับตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปมิใช่นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยทั้งสาม ที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสามในวันที่ 15 กันยายน 2524 ตามที่โจทก์แก้ฎีกา
แต่โดยที่คดีนี้หนี้ตามคำพิพากษาที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคำบังคับให้จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติซึ่งโจทก์ร้องขอให้บังคับคดีนั้น จำเลยทั้งสี่ทำยอมผ่อนชำระเป็นงวดตามจำนวนเงินที่ระบุและภายในระยะเวลาที่กำหนดเป็นคราว ๆ โดยกำหนดเริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 เมษายน 2524 หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์
บังคับคดีได้ทันที ฉะนั้นเมื่อจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมเลย กำหนดเวลา 10 ปีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จะต้องร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ จึงต้องนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2524 อันเป็นวันแรกที่โจทก์อาจขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ได้เป็นต้นไป
ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2700/2524 ระหว่างธนาคารไทยพัฒนา จำกัด โจทก์ บริษัทสยามคอมเมอร์เชียลจำกัดกับพวก จำเลย ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ยื่นคำขอเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2524 ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้
ตามคำพิพากษาให้โจทก์ โดยได้แนบบัญชีทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มาท้ายคำขอนั้นและต่อมาโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวมาขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว แม้โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนและประสงค์จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3
เพื่อให้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนต่อไปอีก โจทก์ก็ชอบที่จะยื่นคำแถลงภายในกำหนดเวลา 10 ปีนับแต่วันดังกล่าว ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เช่นนั้น แต่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3
ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่ยังคงค้างชำระให้แก่โจทก์ต่อไปเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2534 ซึ่งล่วงเลยเวลาที่โจทก์จะบังคับคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เช่นนั้น และไม่อาจนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของ
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใหม่ในวันที่ 14 กันยายน 2534 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์หมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้ถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
** หมายเหตุ มาตรา 271 ในคำพิพาากษาฎีกานี้ ปัจจุบันได้แก้ไขใหม่เป็น มาตรา 274 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งได้ขยายความให้กว้างและชัดเจนมากว่าเดิมในกรณีที่หนี้ตามคำพิพากษากำหนดให้ชำระเป็นงวด เป็นรายเดือน หรือรายปีซึ่งมาตรา 271 (เดิม) ไม่ได้บัญญัติไว้
การบังคับคดี หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ทราบว่าทรัพย์สินลูกหนี้ตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนหาทรัพย์สินของลูกหนี้ได้
ป.วิ.แพ่ง มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเชื่อว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับมากกว่าที่ตนทราบแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลทำการไต่สวนและออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยุู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันเป็นประโยชน์ในการไต่สวนเช่นว่านั้น ...."
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2326/2559 คำร้องของโจทก์ที่ระบุว่า โจทก์ได้ดำเนินการสืบหาทรัพย์ของจำเลยแล้ว ปรากฏว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ แต่ตามฐานะความเป็นอยู่ของจำเลย
เชื่อว่าจำเลยมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับมากกว่าที่ตนทราบแล้ว ย่อมมีความหมายในตัวเองว่าโจทก์เห็นว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นซึ่งโจทก์ยังไม่สามารถติดตามจนพบเพื่อบังคับคดีได้จึงต้องขอให้ศาลเรียกจำเลย
มาไต่สวนให้ได้ความจริง การที่โจทก์ไม่อาจนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ได้เพราะยังไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินใด กรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ทราบว่าจำเลยมีทรัพย์สินใดเป็นที่แน่ชัดแล้ว แต่จะอาศัย
ป.วิ.พ.มาตรา 277 เป็นเครื่องมือติดตามตัวทรัพย์สิน หรือเพื่อให้ทราบสถานที่ตั้งของทรัพย์สินนั้น จึงมีเหตุสมควรที่จะรับคำร้องของโจทก์และมีหมายเรียกจำเลยมาไต่สวนทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 277 วรรคหนึ่งฯลฯ
จำเลยหลบหนีไม่สามารถออกหมายเรียกได้ ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกสามีมาทำการไต่สวนได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2527
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาทแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำยึดทรัพย์บ้านหลังหนึ่งของจำเลยเพื่อขายทอดตลาด
ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดไว้ราคาเพียง 50,000 บาทไม่พอชำระหนี้ และจำเลยหลบหนีไปแล้ว โจทก์ทราบว่า พันตำรวจตรีชาญชัยสามีจำเลยเป็นผู้มีฐานะมั่นคงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหลายโฉนดซึ่งเป็นสินสมรส จำเลยคงจะมีทรัพย์สินอื่นมากกว่าที่ยึดไว้ พันตำรวจตรีชาญชัยเป็นบุคคลที่จะให้ถ้อยคำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยได้ดี ขอให้หมายเรียกพันตำรวจตรีชาญชัยมาทำการไต่สวน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องอีกว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านหลังหนึ่งไว้ ราคาประมาณ 50,000 บาท ไม่ทราบเลขโฉนดที่ดินที่บ้านดังกล่าวตั้งอยู่ และบ้านที่ยึดไว้ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์เชื่อว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นอยู่อีก แต่จำเลยหลบหนีไป จึงขอให้หมายเรียกพันตำรวจตรีชาญชัยสามีของจำเลยมาไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องของโจทก์ฉบับที่สองว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้านหลังหนึ่งของจำเลย แต่ไม่ทราบเลขโฉนดที่ดินที่บ้านหลังนั้นตั้งอยู่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถขายทอดตลาดได้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาบ้านที่ยึดเพียง 50,000 บาท ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำเป็นต้องยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมซึ่งโจทก์เชื่อว่ายังมีอยู่อีก เนื่องจากจำเลยหลบหนี ไม่สามารถออกหมายเรียกมาให้ถ้อยคำได้แต่มีบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งเชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันเป็นประโยชน์ในการไต่สวนคือ พันตำรวจตรีชาญชัยสามีของจำเลย ทั้งตามคำร้องของโจทก์ฉบับแรกก็ระบุว่าพันตำรวจตรีชาญชัยเป็นผู้มีฐานะมั่นคง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหลายโฉนดซึ่งเป็นสินสมรสดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องของโจทก์แสดงเหตุอันสมควรที่จะขอให้ศาลออกหมายเรียกพันตำรวจตรีชาญชัยมาทำการไต่สวนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277
พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกพันตำรวจตรีชาญชัยมาทำการไต่สวนตามคำร้องของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจขอให้ศาลหมายเรียกกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการมาไต่สวนได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 804/2539
ตามคำร้องของโจทก์อ้างว่าจากการตรวจสอบหลักฐานบัญชีงบดุลของจำเลย ณ.วันที่ 31ธันวาคม 2534 ระบุว่าจำเลยมีทรัพย์สินมากกว่าที่จำเลยเป็นหนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)สาขาลาดพร้าว111 ตามที่ได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้และมากกว่าเงินฝากในบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยเปิดไว้ต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)สาขาคลองจั่น อีกบัญชีหนึ่งทั้งทราบจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่ามีทรัพย์สิน วางเป็นประกันไว้ต่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)สาขาลาดพร้าว111 แต่จำเลยได้ย้ายสำนักงานโดยไม่ทราบว่าย้ายไปอยู่ที่ใด และ ส.ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)สาขาลาดพร้าว111 ไม่ยินยอมให้ตรวจทรัพย์สินที่จำเลยวางประกัน ดังนี้ตามสำเนางบดุลของจำเลยที่โจทก์แนบมาท้ายคำร้องเป็นการระบุสินทรัพย์อย่างกว้างๆไม่มีรายละเอียดและเป็นงบดุลที่แสดงสินทรัพย์เพียงวันที่31ธันวาคม2534ก่อนโจทก์ยื่นคำร้องเป็นเวลาเกือบ 2 ปี 6เดือนระยะเวลาดังกล่าวอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นไม่มีทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ก็ได้ เนื่องจากการประกอบการงานของจำเลย ส่วนหลักประกันที่วางไว้ต่อธนาคารนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นหลักประกันด้วยทรัพย์สินอะไรแน่ชัด ดังนี้ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทราบโดยแน่ชัดว่าจำเลยมีทรัพย์ที่สามารถระบุจำนวนชนิดและประเภทได้มากกว่าที่ปรากฏในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันในธนาคารทั้งสองแห่งที่โจทก์ทราบ ทั้งเงินของจำเลยที่ปรากฏทางบัญชีก็ไม่พอชำระหนี้โจทก์ เหตุผลตามคำร้องทำให้โจทก์เชื่อว่าจำเลยมีทรัพย์สินที่จะถูกบังคับมากกว่าที่โจทก์ทราบโดยมีว.กรรมการผู้มีอำนาจกระทำ การแทนจำเลย และ ส.ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ที่อาจจะทราบถึงความมีอยู่ที่แท้จริงแห่งทรัพย์สินของจำเลย คำร้องของโจทก์จึงมีเหตุสมควรที่จะหมายเรียกบุคคลทั้งสามมาทำการไต่สวนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา277
ลูกหนี้สละมรดก ไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับการชำระหนี้ เจ้าหนี้ฟ้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10810/2559 ส.สละมรดกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เมื่อ ส.สละมรดกในขณะที่เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาโดย ส. ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับคดีได้ จึงเป็นการสละมรดกโดยรู้อยู่ว่าจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมสละมรดกที่ดินในส่วนของ ส.
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกที่ดินระหว่าง ส.กับจำเลยที่ 2 อันหมายถึง ขอให้เพิกถอนการสละมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของ ส.โดยอ้างว่า ส. สละมรดกที่ดินโดยรู้อยู่ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็น เจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ การกระทำของ ส. จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อ ส.ถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1737
** ทางออกของทนายโจทก์ หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ได้ ให้ใช้วิธียื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกลูกหนี้มาใต่สวน สอบถามถึงทรัพย์สินว่าอยู่ที่ใหน ใส่ชื่อใครให้ถือกรรมสิทธิไว้แทนบ้างหรือมีสิทธิในที่ใดที่ตีราคาเป็นเงินได้ ฯลฯ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 277 เป็นวิธีการที่ช่วยเจ้าหนี้ให้ได้รับชำหนี้
จากลูกหนี้ เพราะหากลูกหนี้เบิกความเท็จ นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จ อาจมีความผิด ทางอาญาตาม ป.อ.มาตรา 177,180 ฯลฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2552
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ภาพถ่ายโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอม ประกอบคำร้องในคดีแพ่งเพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าที่ดินเป็นของ ม. และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้ ม. ทำให้โจทก์ไม่ทราบคำร้อง และนำภาพถ่ายโฉนดปลอมอ้างส่งเป็นพยานประกอบการเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายข้อตามฐานความคิด แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าประเด็นสำคัญในคดีแพ่งมีว่าอย่างไร และพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างไร แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จว่า คดีแพ่งมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องพิสูจน์ว่าที่ดินเป็นของ ม. จริงหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเท็จว่า ม. เป็นผู้ถือสิทธิ์ในที่ดินและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์บางส่วน และฟ้องโจทก์ได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมว่าจำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าเป็นเอกสารท้ายคำร้องเพื่อให้ศาลเชื่อว่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์เป็นของ ม. เมื่ออ่านฟ้องดังกล่าวรวมกันแล้วพอเข้าใจได้ว่าคดีแพ่งมีประเด็นสำคัญแห่งคดีว่าที่ดินเป็นของ ม. หรือไม่ และภาพถ่ายโฉนดที่ดินปลอมที่อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น เพราะทำให้ศาลเชื่อว่าที่ดิน เป็นของ ม. และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีครบองค์ประกอบความผิดแล้ว
จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จพร้อมกันไปกับการกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมโดยกระทำ ในวันเวลาและคดีเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
