banner

       ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา 158  บัญญัติไว้ว่า “ ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี (1)........... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลย
ได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคล หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ซึ่งศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐาน คือ

      คำพิพากษาฎีกาที่ 3054/2566 (ที่ประชุมใหญ่) #บรรยายฟ้องฐานเบิกความเท็จ #ฟ้องเท็จ

      ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า แม้ข้อหาเบิกความเท็จโจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าความจริงเป็นประการใด แต่เมื่อข้อหาฟ้องเท็จโจทก์ได้กล่าวมา

แล้วว่าความจริงเป็นประการใดและความเท็จเป็นประการใด เชื่อมโยงกับข้อหาเบิกความเท็จ ดังนั้นคำฟ้องของโจทก์ข้อหาเบิกความเท็จจึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยป.วิ.อาญามาตรา 158(5)
      จำเลยรู้อยู่แล้วว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นไปแล้ว จำเลยย่อมสิ้นสิทธิในการเข้าครอบครองทำประโยชน์ แต่จำเลยกลับนำคดีมาฟ้องโจทก์กล่าวหาว่า โจทก์บุกรุก จึงเป็นการนำความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นว่ากระทำผิดอาญาและเมื่อจำเลยยังเบิกความยืนยันว่า ตนและครอบครัวได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ ทั้งที่ความจริงฝ่ายโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองทำประโยชน์และไม่ได้บุกรุก ย่อมทำให้โจทก์เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ การเบิกความเท็จของจำเลยจึงเป็นข้อสำคัญแห่งคดีจำเลยจึงมีความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จ